หลายคนได้ยินคำว่า ภาษีขั้นบันได แต่ยังไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอะไร และกังวลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ต้องเสียภาษีทั้งก้อนในอัตราสูงสุด ความจริงแล้วระบบภาษีขั้นบันไดทำงานต่างออกไป และเมื่อเข้าใจแล้วจะวางแผนภาษีได้ง่ายขึ้นมาก
บทความนี้อธิบายว่าภาษีขั้นบันไดคืออะไร คำนวณอย่างไร ค่าลดหย่อนช่วยได้แค่ไหน และควรระวังข้อผิดพลาดอะไรบ้าง
- ภาษีขั้นบันไดคืออะไร
- เงินได้สุทธิคืออะไร และเกี่ยวข้องกับภาษีขั้นบันไดอย่างไร
- อัตราภาษีขั้นบันไดเงินได้บุคคลธรรมดา
- วิธีคำนวณภาษีขั้นบันไดแบบเข้าใจง่าย
- ตัวอย่างการคำนวณภาษีขั้นบันได
- ภาษีขั้นบันไดต่างจากภาษีแบบเหมาอย่างไร
- ค่าลดหย่อนที่ช่วยลดภาษีขั้นบันได
- วิธีวางแผนภาษีขั้นบันไดให้จ่ายภาษีอย่างเหมาะสม
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณภาษีขั้นบันได
- สรุปภาษีขั้นบันไดคือระบบคำนวณภาษีที่ควรรู้
ภาษีขั้นบันไดคืออะไร
ความหมายของภาษีขั้นบันได
ภาษีขั้นบันได คือระบบการคำนวณภาษีที่ใช้อัตราภาษีแตกต่างกันตามช่วงเงินได้สุทธิ แทนที่จะนำรายได้ทั้งหมดไปคูณด้วยอัตราภาษีเดียว ระบบนี้แบ่งเงินได้สุทธิออกเป็นช่วง ๆ และแต่ละช่วงจะมีอัตราภาษีที่ต่างกัน อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมดดูได้ที่ iTax – อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ทำไมต้องใช้ภาษีแบบขั้นบันได
ระบบภาษีขั้นบันไดออกแบบมาเพื่อให้ผู้มีรายได้สูงกว่าเสียภาษีในสัดส่วนที่มากกว่า และผู้มีรายได้น้อยได้รับการยกเว้นหรือเสียภาษีในอัตราต่ำกว่า ซึ่งถือเป็นหลักความเป็นธรรมพื้นฐานของระบบภาษี
ภาษีขั้นบันไดใช้กับใคร
ใช้กับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นภาษี ข้อมูลเกณฑ์การยื่นภาษีและรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ กรมสรรพากร – ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เงินได้สุทธิคืออะไร และเกี่ยวข้องกับภาษีขั้นบันไดอย่างไร
ความหมายของเงินได้สุทธิ
เงินได้สุทธิ คือรายได้ที่เหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทั้งหมดออกแล้ว ไม่ใช่รายได้รวมทั้งปีที่ได้รับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่นำไปใช้คำนวณภาษีตามขั้นบันไดจริง ๆ
สูตรคำนวณเงินได้สุทธิ
เงินได้สุทธิ = เงินได้ทั้งหมด − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน
ทำไมเงินได้สุทธิจึงสำคัญ
เพราะอัตราภาษีขั้นบันไดคำนวณจากเงินได้สุทธิเท่านั้น ไม่ใช่รายได้รวม หมายความว่าการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนให้ครบถ้วนจะช่วยลดเงินได้สุทธิ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย
อัตราภาษีขั้นบันไดเงินได้บุคคลธรรมดา
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดในช่วง (บาท) |
|---|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น (0%) | 0 |
| 150,001 – 300,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 20,000 |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 37,500 |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 50,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% | 250,000 |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% | 900,000 |
| 5,000,001 ขึ้นไป | 35% | – |
เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท
เงินได้สุทธิในช่วงนี้ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด ผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกินระดับนี้จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เงินได้สุทธิ 150,001 ถึง 300,000 บาท
เสียภาษีอัตรา 5% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้ ซึ่งสูงสุด 150,000 บาท ทำให้ภาษีในช่วงนี้สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท
เงินได้สุทธิ 300,001 ถึง 500,000 บาท
เสียภาษีอัตรา 10% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้ ซึ่งสูงสุด 200,000 บาท ทำให้ภาษีเพิ่มในช่วงนี้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท
เงินได้สุทธิ 500,001 ถึง 750,000 บาท
เสียภาษีอัตรา 15% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้ ซึ่งสูงสุด 250,000 บาท ทำให้ภาษีเพิ่มในช่วงนี้สูงสุดไม่เกิน 37,500 บาท
เงินได้สุทธิ 750,001 ถึง 1,000,000 บาท
เสียภาษีอัตรา 20% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้ ซึ่งสูงสุด 250,000 บาท ทำให้ภาษีเพิ่มในช่วงนี้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท
เงินได้สุทธิ 1,000,001 ถึง 2,000,000 บาท
เสียภาษีอัตรา 25% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้
เงินได้สุทธิ 2,000,001 ถึง 5,000,000 บาท
เสียภาษีอัตรา 30% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้
เงินได้สุทธิมากกว่า 5,000,000 บาท
เสียภาษีอัตรา 35% เฉพาะส่วนที่เกินจาก 5,000,000 บาทขึ้นไป
วิธีคำนวณภาษีขั้นบันไดแบบเข้าใจง่าย
รวมเงินได้ทั้งปี
เริ่มจากรวบรวมรายได้ทั้งหมดที่ได้รับตลอดปีภาษี ทั้งเงินเดือน โบนัส ค่าล่วงเวลา หรือรายได้จากแหล่งอื่น ๆ ควรเก็บเอกสารหลักฐานรายได้ทุกประเภทไว้ให้ครบ
หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้
กฎหมายกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกันตามประเภทเงินได้ เช่น เงินเดือนมนุษย์เงินเดือน (ม. 40(1)) หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท การหักค่าใช้จ่ายช่วยลดฐานรายได้ก่อนนำไปหักค่าลดหย่อนต่อ
หักค่าลดหย่อนภาษี
นำค่าลดหย่อนทุกรายการที่มีสิทธิ์มาหักออก เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ประกันสังคม ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ RMF หรือ ThaiESG ยิ่งหักค่าลดหย่อนได้มากเท่าไหร่ เงินได้สุทธิก็ยิ่งต่ำลงเท่านั้น
นำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามช่วงภาษี
จุดสำคัญที่สุดคือ ภาษีคิดเฉพาะเงินได้ในแต่ละช่วงเท่านั้น ไม่ได้นำเงินได้ทั้งหมดไปคูณด้วยอัตราสูงสุด เช่น ถ้าเงินได้สุทธิ 400,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 400,000 × 10% = 40,000 บาท แต่คิดเป็นช่วง ๆ ตามขั้นบันได คำนวณภาษีออนไลน์ได้ที่ กรุงศรี – วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
รวมภาษีแต่ละขั้น
นำภาษีที่คำนวณในแต่ละช่วงมารวมกัน ผลรวมนั้นคือภาษีที่ต้องชำระก่อนนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายตลอดปีมาหักออก ถ้าถูกหักไว้เกินก็จะได้รับเงินภาษีคืน
ตัวอย่างการคำนวณภาษีขั้นบันได
ตัวอย่างผู้มีเงินได้สุทธิ 250,000 บาท (ช่วงภาษี 5%)
เงินได้สุทธิ 250,000 บาท คำนวณดังนี้:
- ช่วง 0–150,000 บาท: ยกเว้นภาษี = 0 บาท
- ช่วง 150,001–250,000 บาท (100,000 บาท × 5%): = 5,000 บาท
- ภาษีรวม = 5,000 บาท
ตัวอย่างผู้มีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท (ช่วงภาษี 10%)
เงินได้สุทธิ 400,000 บาท คำนวณดังนี้:
- ช่วง 0–150,000 บาท: ยกเว้นภาษี = 0 บาท
- ช่วง 150,001–300,000 บาท (150,000 × 5%): = 7,500 บาท
- ช่วง 300,001–400,000 บาท (100,000 × 10%): = 10,000 บาท
- ภาษีรวม = 17,500 บาท
ตัวอย่างผู้มีเงินได้สุทธิ 700,000 บาท (หลายช่วงภาษี)
เงินได้สุทธิ 700,000 บาท คำนวณดังนี้:
- ช่วง 0–150,000: ยกเว้น = 0 บาท
- ช่วง 150,001–300,000 (150,000 × 5%): = 7,500 บาท
- ช่วง 300,001–500,000 (200,000 × 10%): = 20,000 บาท
- ช่วง 500,001–700,000 (200,000 × 15%): = 30,000 บาท
- ภาษีรวม = 57,500 บาท
จะเห็นว่าอัตราภาษีสูงสุดที่ใช้คือ 15% ไม่ใช่ 15% ของเงินได้สุทธิทั้ง 700,000 บาท ซึ่งจะเท่ากับ 105,000 บาท ระบบขั้นบันไดจึงทำให้เสียภาษีน้อยกว่าที่หลายคนเข้าใจ ศึกษาวิธีคำนวณเพิ่มเติมได้ที่ กรุงเทพประกันชีวิต – คู่มือคำนวณภาษีเงินได้
ภาษีขั้นบันไดต่างจากภาษีแบบเหมาอย่างไร
ภาษีขั้นบันไดคำนวณจากเงินได้สุทธิ
ใช้รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเป็นฐานคำนวณ เหมาะกับผู้มีรายได้จากเงินเดือนและรายได้ประเภทมาตรฐาน
ภาษีแบบเหมาคำนวณจากรายได้บางประเภท
กฎหมายกำหนดให้ผู้มีเงินได้ตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไปในบางกรณีอาจต้องเสียภาษีเงินได้ขั้นต่ำ 0.5% ของรายได้รวม ซึ่งแตกต่างจากการคำนวณตามขั้นบันได
กรณีต้องเปรียบเทียบสองวิธี
ในบางกรณีที่กฎหมายกำหนด ต้องคำนวณภาษีทั้งแบบขั้นบันไดและแบบเหมา แล้วเสียภาษีตามวิธีที่ให้จำนวนภาษีที่สูงกว่า เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีผ่านการใช้ค่าลดหย่อนมากเกินจริง
ค่าลดหย่อนที่ช่วยลดภาษีขั้นบันได
ค่าลดหย่อนพื้นฐาน
ทุกคนที่มีเงินได้มีสิทธิ์ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ 60,000 บาท ค่าลดหย่อนบุตรคนละ 30,000 บาท ค่าลดหย่อนบิดามารดา 30,000 บาทต่อคน และค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพที่อยู่ในความดูแล 60,000 บาทต่อคน
ค่าลดหย่อนด้านประกัน
ประกันชีวิตลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท ประกันสุขภาพตามจ่ายจริงสูงสุด 25,000 บาท และประกันชีวิตแบบบำนาญตามจ่ายจริงไม่เกิน 15% ของเงินได้และสูงสุด 200,000 บาท โดยรวมกับกองทุนเพื่อเกษียณอื่นไม่เกิน 500,000 บาท
ค่าลดหย่อนด้านการออมและการลงทุน
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงไม่เกิน 15% ของเงินได้ RMF ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ ThaiESG ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้สูงสุด 300,000 บาท (แยกจากกลุ่มเกษียณ) และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามจ่ายจริง
ค่าลดหย่อนจากมาตรการรัฐ
ดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัยตามจ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐประกาศในแต่ละปี เช่น ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว หรือมาตรการพิเศษอื่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละปีภาษี
ค่าลดหย่อนจากเงินบริจาค
เงินบริจาคทั่วไปลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว ส่วนเงินบริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา หรือสาธารณประโยชน์บางประเภทอาจได้ลดหย่อนสูงกว่าในบางเงื่อนไข
วิธีวางแผนภาษีขั้นบันไดให้จ่ายภาษีอย่างเหมาะสม
ประเมินรายได้ทั้งปีตั้งแต่เนิ่น ๆ
ควรประเมินรายได้ทั้งปีตั้งแต่ต้นปีหรือกลางปี เพื่อให้รู้ว่าตนเองอยู่ในฐานภาษีช่วงใดและควรเพิ่มค่าลดหย่อนอีกเท่าไหร่ ถ้ารอจนใกล้สิ้นปีค่อยวางแผนอาจไม่มีเวลาเพียงพอในการดำเนินการ
ตรวจสอบค่าลดหย่อนที่มีอยู่แล้ว
ก่อนคิดซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนเพิ่ม ควรตรวจสอบว่ามีค่าลดหย่อนอะไรอยู่แล้วบ้าง เช่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทหักให้ หรือดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน เพื่อคำนวณว่าต้องการเพิ่มค่าลดหย่อนอีกเท่าไหร่
เลือกเครื่องมือลดหย่อนให้เหมาะกับเป้าหมาย
ประกันเหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ กองทุน RMF เหมาะกับการออมเพื่อเกษียณ ThaiESG เหมาะกับผู้ที่อยากลงทุนแต่ต้องการระยะถือครองสั้นกว่า RMF
ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนเกินความจำเป็น
ระวัง: การซื้อกองทุนหรือประกันเพื่อลดหย่อนภาษีโดยไม่คำนึงถึงกระแสเงินสด เงื่อนไขถือครอง และความเสี่ยงอาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคต ควรคำนวณว่าประหยัดภาษีได้เท่าไหร่ก่อนตัดสินใจ
เก็บเอกสารให้ครบก่อนยื่นภาษี
เอกสารที่ต้องเตรียมได้แก่ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใบเสร็จประกันชีวิตและประกันสุขภาพ หนังสือรับรองการซื้อกองทุน และเอกสารค่าลดหย่อนอื่น ๆ ทั้งหมด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณภาษีขั้นบันได
เข้าใจผิดว่ารายได้ทั้งหมดถูกคิดภาษีในอัตราสูงสุด
นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด ความจริงคือภาษีขั้นบันไดคิดเฉพาะเงินได้ในแต่ละช่วงเท่านั้น ถ้าเงินได้สุทธิอยู่ในช่วง 35% หมายความว่าเฉพาะส่วนที่เกิน 5,000,000 บาทเท่านั้นที่เสียภาษี 35% ส่วนที่เหลือยังคิดตามช่วงต่ำกว่า
ลืมหักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี
ค่าใช้จ่ายเป็นส่วนที่ช่วยลดฐานภาษีก่อนนำไปหักค่าลดหย่อน หลายคนข้ามขั้นตอนนี้และทำให้คำนวณเงินได้สุทธิสูงกว่าที่ควร
ใช้ค่าลดหย่อนไม่ครบ
หลายคนลืมใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนที่มีอยู่แล้ว เช่น ค่าลดหย่อนบิดามารดาหรือค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควรโดยไม่จำเป็น
ไม่ตรวจสอบเงื่อนไขลดหย่อนของกองทุนและประกัน
การซื้อกองทุน RMF หรือประกันแต่ปฏิบัติตามเงื่อนไขไม่ครบอาจทำให้เสียสิทธิ์ลดหย่อนและต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับ ควรอ่านเงื่อนไขให้ครบก่อนตัดสินใจซื้อ
ยื่นภาษีล่าช้าหรือข้อมูลไม่ครบ
การยื่นภาษีล่าช้าหลังกำหนดอาจมีค่าปรับและเงินเพิ่ม ควรยื่นภาษีภายในกำหนด และถ้าพบว่าข้อมูลผิดพลาดหลังจากยื่นไปแล้ว สามารถยื่นแบบแก้ไขเพิ่มเติมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้การลงทุนในทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายพอร์ตควบคู่กับการวางแผนภาษี SBK Gold คือแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์แบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้เริ่มสะสมทองได้ตั้งแต่หน่วยย่อย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสินทรัพย์ที่ไม่ผูกมัดกับเงื่อนไขถือครองเหมือนกองทุนลดหย่อนภาษี
สรุปภาษีขั้นบันไดคือระบบคำนวณภาษีที่ควรรู้
ภาษีขั้นบันไดคิดจากเงินได้สุทธิแต่ละช่วง
ไม่ใช่การนำรายได้ทั้งหมดไปคูณด้วยอัตราสูงสุด แต่คิดเฉพาะเงินได้ในแต่ละช่วงตามอัตราของช่วงนั้น ทำให้การมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้เสียภาษีมากขึ้นในอัตราที่หลายคนเข้าใจผิด
การเข้าใจวิธีคำนวณช่วยวางแผนภาษีได้ดีขึ้น
เมื่อรู้ว่าตนเองอยู่ในฐานภาษีช่วงใด จะสามารถประเมินได้ว่าการเพิ่มค่าลดหย่อนอีกหนึ่งบาทช่วยประหยัดภาษีได้เท่าไหร่ ซึ่งช่วยตัดสินใจเรื่องการลงทุนและประกันได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
ควรวางแผนภาษีล่วงหน้าและตรวจสอบเงื่อนไขทุกปี
รายการลดหย่อนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปีภาษี ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากรทุกปีก่อนยื่นภาษี เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ที่ถูกต้องและครบถ้วน
