ภาษีขั้นบันไดคืออะไร วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบเข้าใจง่าย

หลายคนได้ยินคำว่า ภาษีขั้นบันได แต่ยังไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอะไร และกังวลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ต้องเสียภาษีทั้งก้อนในอัตราสูงสุด ความจริงแล้วระบบภาษีขั้นบันไดทำงานต่างออกไป และเมื่อเข้าใจแล้วจะวางแผนภาษีได้ง่ายขึ้นมาก

บทความนี้อธิบายว่าภาษีขั้นบันไดคืออะไร คำนวณอย่างไร ค่าลดหย่อนช่วยได้แค่ไหน และควรระวังข้อผิดพลาดอะไรบ้าง

  1. ภาษีขั้นบันไดคืออะไร
    1. ความหมายของภาษีขั้นบันได
    2. ทำไมต้องใช้ภาษีแบบขั้นบันได
    3. ภาษีขั้นบันไดใช้กับใคร
  2. เงินได้สุทธิคืออะไร และเกี่ยวข้องกับภาษีขั้นบันไดอย่างไร
    1. ความหมายของเงินได้สุทธิ
    2. สูตรคำนวณเงินได้สุทธิ
    3. ทำไมเงินได้สุทธิจึงสำคัญ
  3. อัตราภาษีขั้นบันไดเงินได้บุคคลธรรมดา
    1. เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท
    2. เงินได้สุทธิ 150,001 ถึง 300,000 บาท
    3. เงินได้สุทธิ 300,001 ถึง 500,000 บาท
    4. เงินได้สุทธิ 500,001 ถึง 750,000 บาท
    5. เงินได้สุทธิ 750,001 ถึง 1,000,000 บาท
    6. เงินได้สุทธิ 1,000,001 ถึง 2,000,000 บาท
    7. เงินได้สุทธิ 2,000,001 ถึง 5,000,000 บาท
    8. เงินได้สุทธิมากกว่า 5,000,000 บาท
  4. วิธีคำนวณภาษีขั้นบันไดแบบเข้าใจง่าย
    1. รวมเงินได้ทั้งปี
    2. หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้
    3. หักค่าลดหย่อนภาษี
    4. นำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามช่วงภาษี
    5. รวมภาษีแต่ละขั้น
  5. ตัวอย่างการคำนวณภาษีขั้นบันได
    1. ตัวอย่างผู้มีเงินได้สุทธิ 250,000 บาท (ช่วงภาษี 5%)
    2. ตัวอย่างผู้มีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท (ช่วงภาษี 10%)
    3. ตัวอย่างผู้มีเงินได้สุทธิ 700,000 บาท (หลายช่วงภาษี)
  6. ภาษีขั้นบันไดต่างจากภาษีแบบเหมาอย่างไร
    1. ภาษีขั้นบันไดคำนวณจากเงินได้สุทธิ
    2. ภาษีแบบเหมาคำนวณจากรายได้บางประเภท
    3. กรณีต้องเปรียบเทียบสองวิธี
  7. ค่าลดหย่อนที่ช่วยลดภาษีขั้นบันได
    1. ค่าลดหย่อนพื้นฐาน
    2. ค่าลดหย่อนด้านประกัน
    3. ค่าลดหย่อนด้านการออมและการลงทุน
    4. ค่าลดหย่อนจากมาตรการรัฐ
    5. ค่าลดหย่อนจากเงินบริจาค
  8. วิธีวางแผนภาษีขั้นบันไดให้จ่ายภาษีอย่างเหมาะสม
    1. ประเมินรายได้ทั้งปีตั้งแต่เนิ่น ๆ
    2. ตรวจสอบค่าลดหย่อนที่มีอยู่แล้ว
    3. เลือกเครื่องมือลดหย่อนให้เหมาะกับเป้าหมาย
    4. ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนเกินความจำเป็น
    5. เก็บเอกสารให้ครบก่อนยื่นภาษี
  9. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณภาษีขั้นบันได
    1. เข้าใจผิดว่ารายได้ทั้งหมดถูกคิดภาษีในอัตราสูงสุด
    2. ลืมหักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี
    3. ใช้ค่าลดหย่อนไม่ครบ
    4. ไม่ตรวจสอบเงื่อนไขลดหย่อนของกองทุนและประกัน
    5. ยื่นภาษีล่าช้าหรือข้อมูลไม่ครบ
  10. สรุปภาษีขั้นบันไดคือระบบคำนวณภาษีที่ควรรู้
    1. ภาษีขั้นบันไดคิดจากเงินได้สุทธิแต่ละช่วง
    2. การเข้าใจวิธีคำนวณช่วยวางแผนภาษีได้ดีขึ้น
    3. ควรวางแผนภาษีล่วงหน้าและตรวจสอบเงื่อนไขทุกปี

ภาษีขั้นบันไดคืออะไร

ความหมายของภาษีขั้นบันได

ภาษีขั้นบันได คือระบบการคำนวณภาษีที่ใช้อัตราภาษีแตกต่างกันตามช่วงเงินได้สุทธิ แทนที่จะนำรายได้ทั้งหมดไปคูณด้วยอัตราภาษีเดียว ระบบนี้แบ่งเงินได้สุทธิออกเป็นช่วง ๆ และแต่ละช่วงจะมีอัตราภาษีที่ต่างกัน อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมดดูได้ที่ iTax – อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ทำไมต้องใช้ภาษีแบบขั้นบันได

ระบบภาษีขั้นบันไดออกแบบมาเพื่อให้ผู้มีรายได้สูงกว่าเสียภาษีในสัดส่วนที่มากกว่า และผู้มีรายได้น้อยได้รับการยกเว้นหรือเสียภาษีในอัตราต่ำกว่า ซึ่งถือเป็นหลักความเป็นธรรมพื้นฐานของระบบภาษี

ภาษีขั้นบันไดใช้กับใคร

ใช้กับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นภาษี ข้อมูลเกณฑ์การยื่นภาษีและรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ กรมสรรพากร – ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิคืออะไร และเกี่ยวข้องกับภาษีขั้นบันไดอย่างไร

ความหมายของเงินได้สุทธิ

เงินได้สุทธิ คือรายได้ที่เหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทั้งหมดออกแล้ว ไม่ใช่รายได้รวมทั้งปีที่ได้รับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่นำไปใช้คำนวณภาษีตามขั้นบันไดจริง ๆ

สูตรคำนวณเงินได้สุทธิ

เงินได้สุทธิ = เงินได้ทั้งหมด − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน

ทำไมเงินได้สุทธิจึงสำคัญ

เพราะอัตราภาษีขั้นบันไดคำนวณจากเงินได้สุทธิเท่านั้น ไม่ใช่รายได้รวม หมายความว่าการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนให้ครบถ้วนจะช่วยลดเงินได้สุทธิ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย

อัตราภาษีขั้นบันไดเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในช่วง (บาท)
0 – 150,000 ยกเว้น (0%) 0
150,001 – 300,000 5% 7,500
300,001 – 500,000 10% 20,000
500,001 – 750,000 15% 37,500
750,001 – 1,000,000 20% 50,000
1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000
2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000
5,000,001 ขึ้นไป 35%

เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท

เงินได้สุทธิในช่วงนี้ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด ผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกินระดับนี้จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิ 150,001 ถึง 300,000 บาท

เสียภาษีอัตรา 5% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้ ซึ่งสูงสุด 150,000 บาท ทำให้ภาษีในช่วงนี้สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท

เงินได้สุทธิ 300,001 ถึง 500,000 บาท

เสียภาษีอัตรา 10% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้ ซึ่งสูงสุด 200,000 บาท ทำให้ภาษีเพิ่มในช่วงนี้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

เงินได้สุทธิ 500,001 ถึง 750,000 บาท

เสียภาษีอัตรา 15% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้ ซึ่งสูงสุด 250,000 บาท ทำให้ภาษีเพิ่มในช่วงนี้สูงสุดไม่เกิน 37,500 บาท

เงินได้สุทธิ 750,001 ถึง 1,000,000 บาท

เสียภาษีอัตรา 20% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้ ซึ่งสูงสุด 250,000 บาท ทำให้ภาษีเพิ่มในช่วงนี้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท

READ  ราคาทองขึ้นเพราะอะไร เปิด 5 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทองคำแพงขึ้น

เงินได้สุทธิ 1,000,001 ถึง 2,000,000 บาท

เสียภาษีอัตรา 25% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้

เงินได้สุทธิ 2,000,001 ถึง 5,000,000 บาท

เสียภาษีอัตรา 30% เฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนี้

เงินได้สุทธิมากกว่า 5,000,000 บาท

เสียภาษีอัตรา 35% เฉพาะส่วนที่เกินจาก 5,000,000 บาทขึ้นไป

วิธีคำนวณภาษีขั้นบันไดแบบเข้าใจง่าย

รวมเงินได้ทั้งปี

เริ่มจากรวบรวมรายได้ทั้งหมดที่ได้รับตลอดปีภาษี ทั้งเงินเดือน โบนัส ค่าล่วงเวลา หรือรายได้จากแหล่งอื่น ๆ ควรเก็บเอกสารหลักฐานรายได้ทุกประเภทไว้ให้ครบ

หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้

กฎหมายกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกันตามประเภทเงินได้ เช่น เงินเดือนมนุษย์เงินเดือน (ม. 40(1)) หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท การหักค่าใช้จ่ายช่วยลดฐานรายได้ก่อนนำไปหักค่าลดหย่อนต่อ

หักค่าลดหย่อนภาษี

นำค่าลดหย่อนทุกรายการที่มีสิทธิ์มาหักออก เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ประกันสังคม ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ RMF หรือ ThaiESG ยิ่งหักค่าลดหย่อนได้มากเท่าไหร่ เงินได้สุทธิก็ยิ่งต่ำลงเท่านั้น

นำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามช่วงภาษี

จุดสำคัญที่สุดคือ ภาษีคิดเฉพาะเงินได้ในแต่ละช่วงเท่านั้น ไม่ได้นำเงินได้ทั้งหมดไปคูณด้วยอัตราสูงสุด เช่น ถ้าเงินได้สุทธิ 400,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 400,000 × 10% = 40,000 บาท แต่คิดเป็นช่วง ๆ ตามขั้นบันได คำนวณภาษีออนไลน์ได้ที่ กรุงศรี – วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

รวมภาษีแต่ละขั้น

นำภาษีที่คำนวณในแต่ละช่วงมารวมกัน ผลรวมนั้นคือภาษีที่ต้องชำระก่อนนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายตลอดปีมาหักออก ถ้าถูกหักไว้เกินก็จะได้รับเงินภาษีคืน

ตัวอย่างการคำนวณภาษีขั้นบันได

ตัวอย่างผู้มีเงินได้สุทธิ 250,000 บาท (ช่วงภาษี 5%)

เงินได้สุทธิ 250,000 บาท คำนวณดังนี้:

  • ช่วง 0–150,000 บาท: ยกเว้นภาษี = 0 บาท
  • ช่วง 150,001–250,000 บาท (100,000 บาท × 5%): = 5,000 บาท
  • ภาษีรวม = 5,000 บาท

ตัวอย่างผู้มีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท (ช่วงภาษี 10%)

เงินได้สุทธิ 400,000 บาท คำนวณดังนี้:

  • ช่วง 0–150,000 บาท: ยกเว้นภาษี = 0 บาท
  • ช่วง 150,001–300,000 บาท (150,000 × 5%): = 7,500 บาท
  • ช่วง 300,001–400,000 บาท (100,000 × 10%): = 10,000 บาท
  • ภาษีรวม = 17,500 บาท

ตัวอย่างผู้มีเงินได้สุทธิ 700,000 บาท (หลายช่วงภาษี)

เงินได้สุทธิ 700,000 บาท คำนวณดังนี้:

  • ช่วง 0–150,000: ยกเว้น = 0 บาท
  • ช่วง 150,001–300,000 (150,000 × 5%): = 7,500 บาท
  • ช่วง 300,001–500,000 (200,000 × 10%): = 20,000 บาท
  • ช่วง 500,001–700,000 (200,000 × 15%): = 30,000 บาท
  • ภาษีรวม = 57,500 บาท

จะเห็นว่าอัตราภาษีสูงสุดที่ใช้คือ 15% ไม่ใช่ 15% ของเงินได้สุทธิทั้ง 700,000 บาท ซึ่งจะเท่ากับ 105,000 บาท ระบบขั้นบันไดจึงทำให้เสียภาษีน้อยกว่าที่หลายคนเข้าใจ ศึกษาวิธีคำนวณเพิ่มเติมได้ที่ กรุงเทพประกันชีวิต – คู่มือคำนวณภาษีเงินได้

ภาษีขั้นบันไดต่างจากภาษีแบบเหมาอย่างไร

ภาษีขั้นบันไดคำนวณจากเงินได้สุทธิ

ใช้รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเป็นฐานคำนวณ เหมาะกับผู้มีรายได้จากเงินเดือนและรายได้ประเภทมาตรฐาน

ภาษีแบบเหมาคำนวณจากรายได้บางประเภท

กฎหมายกำหนดให้ผู้มีเงินได้ตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไปในบางกรณีอาจต้องเสียภาษีเงินได้ขั้นต่ำ 0.5% ของรายได้รวม ซึ่งแตกต่างจากการคำนวณตามขั้นบันได

กรณีต้องเปรียบเทียบสองวิธี

ในบางกรณีที่กฎหมายกำหนด ต้องคำนวณภาษีทั้งแบบขั้นบันไดและแบบเหมา แล้วเสียภาษีตามวิธีที่ให้จำนวนภาษีที่สูงกว่า เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีผ่านการใช้ค่าลดหย่อนมากเกินจริง

ค่าลดหย่อนที่ช่วยลดภาษีขั้นบันได

ค่าลดหย่อนพื้นฐาน

ทุกคนที่มีเงินได้มีสิทธิ์ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ 60,000 บาท ค่าลดหย่อนบุตรคนละ 30,000 บาท ค่าลดหย่อนบิดามารดา 30,000 บาทต่อคน และค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพที่อยู่ในความดูแล 60,000 บาทต่อคน

ค่าลดหย่อนด้านประกัน

ประกันชีวิตลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท ประกันสุขภาพตามจ่ายจริงสูงสุด 25,000 บาท และประกันชีวิตแบบบำนาญตามจ่ายจริงไม่เกิน 15% ของเงินได้และสูงสุด 200,000 บาท โดยรวมกับกองทุนเพื่อเกษียณอื่นไม่เกิน 500,000 บาท

ค่าลดหย่อนด้านการออมและการลงทุน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงไม่เกิน 15% ของเงินได้ RMF ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ ThaiESG ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้สูงสุด 300,000 บาท (แยกจากกลุ่มเกษียณ) และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามจ่ายจริง

READ  ค่าบล็อกทองแท่งคืออะไร มือใหม่ซื้อทองคำแท่งต้องรู้ก่อนจ่ายจริง

ค่าลดหย่อนจากมาตรการรัฐ

ดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัยตามจ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐประกาศในแต่ละปี เช่น ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว หรือมาตรการพิเศษอื่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละปีภาษี

ค่าลดหย่อนจากเงินบริจาค

เงินบริจาคทั่วไปลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว ส่วนเงินบริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา หรือสาธารณประโยชน์บางประเภทอาจได้ลดหย่อนสูงกว่าในบางเงื่อนไข

วิธีวางแผนภาษีขั้นบันไดให้จ่ายภาษีอย่างเหมาะสม

ประเมินรายได้ทั้งปีตั้งแต่เนิ่น ๆ

ควรประเมินรายได้ทั้งปีตั้งแต่ต้นปีหรือกลางปี เพื่อให้รู้ว่าตนเองอยู่ในฐานภาษีช่วงใดและควรเพิ่มค่าลดหย่อนอีกเท่าไหร่ ถ้ารอจนใกล้สิ้นปีค่อยวางแผนอาจไม่มีเวลาเพียงพอในการดำเนินการ

ตรวจสอบค่าลดหย่อนที่มีอยู่แล้ว

ก่อนคิดซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนเพิ่ม ควรตรวจสอบว่ามีค่าลดหย่อนอะไรอยู่แล้วบ้าง เช่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทหักให้ หรือดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน เพื่อคำนวณว่าต้องการเพิ่มค่าลดหย่อนอีกเท่าไหร่

เลือกเครื่องมือลดหย่อนให้เหมาะกับเป้าหมาย

ประกันเหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ กองทุน RMF เหมาะกับการออมเพื่อเกษียณ ThaiESG เหมาะกับผู้ที่อยากลงทุนแต่ต้องการระยะถือครองสั้นกว่า RMF

ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนเกินความจำเป็น

ระวัง: การซื้อกองทุนหรือประกันเพื่อลดหย่อนภาษีโดยไม่คำนึงถึงกระแสเงินสด เงื่อนไขถือครอง และความเสี่ยงอาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคต ควรคำนวณว่าประหยัดภาษีได้เท่าไหร่ก่อนตัดสินใจ

เก็บเอกสารให้ครบก่อนยื่นภาษี

เอกสารที่ต้องเตรียมได้แก่ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใบเสร็จประกันชีวิตและประกันสุขภาพ หนังสือรับรองการซื้อกองทุน และเอกสารค่าลดหย่อนอื่น ๆ ทั้งหมด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณภาษีขั้นบันได

เข้าใจผิดว่ารายได้ทั้งหมดถูกคิดภาษีในอัตราสูงสุด

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด ความจริงคือภาษีขั้นบันไดคิดเฉพาะเงินได้ในแต่ละช่วงเท่านั้น ถ้าเงินได้สุทธิอยู่ในช่วง 35% หมายความว่าเฉพาะส่วนที่เกิน 5,000,000 บาทเท่านั้นที่เสียภาษี 35% ส่วนที่เหลือยังคิดตามช่วงต่ำกว่า

ลืมหักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี

ค่าใช้จ่ายเป็นส่วนที่ช่วยลดฐานภาษีก่อนนำไปหักค่าลดหย่อน หลายคนข้ามขั้นตอนนี้และทำให้คำนวณเงินได้สุทธิสูงกว่าที่ควร

ใช้ค่าลดหย่อนไม่ครบ

หลายคนลืมใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนที่มีอยู่แล้ว เช่น ค่าลดหย่อนบิดามารดาหรือค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควรโดยไม่จำเป็น

ไม่ตรวจสอบเงื่อนไขลดหย่อนของกองทุนและประกัน

การซื้อกองทุน RMF หรือประกันแต่ปฏิบัติตามเงื่อนไขไม่ครบอาจทำให้เสียสิทธิ์ลดหย่อนและต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับ ควรอ่านเงื่อนไขให้ครบก่อนตัดสินใจซื้อ

ยื่นภาษีล่าช้าหรือข้อมูลไม่ครบ

การยื่นภาษีล่าช้าหลังกำหนดอาจมีค่าปรับและเงินเพิ่ม ควรยื่นภาษีภายในกำหนด และถ้าพบว่าข้อมูลผิดพลาดหลังจากยื่นไปแล้ว สามารถยื่นแบบแก้ไขเพิ่มเติมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้การลงทุนในทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายพอร์ตควบคู่กับการวางแผนภาษี SBK Gold คือแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์แบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้เริ่มสะสมทองได้ตั้งแต่หน่วยย่อย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสินทรัพย์ที่ไม่ผูกมัดกับเงื่อนไขถือครองเหมือนกองทุนลดหย่อนภาษี

สรุปภาษีขั้นบันไดคือระบบคำนวณภาษีที่ควรรู้

ภาษีขั้นบันไดคิดจากเงินได้สุทธิแต่ละช่วง

ไม่ใช่การนำรายได้ทั้งหมดไปคูณด้วยอัตราสูงสุด แต่คิดเฉพาะเงินได้ในแต่ละช่วงตามอัตราของช่วงนั้น ทำให้การมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้เสียภาษีมากขึ้นในอัตราที่หลายคนเข้าใจผิด

การเข้าใจวิธีคำนวณช่วยวางแผนภาษีได้ดีขึ้น

เมื่อรู้ว่าตนเองอยู่ในฐานภาษีช่วงใด จะสามารถประเมินได้ว่าการเพิ่มค่าลดหย่อนอีกหนึ่งบาทช่วยประหยัดภาษีได้เท่าไหร่ ซึ่งช่วยตัดสินใจเรื่องการลงทุนและประกันได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น

ควรวางแผนภาษีล่วงหน้าและตรวจสอบเงื่อนไขทุกปี

รายการลดหย่อนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปีภาษี ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากรทุกปีก่อนยื่นภาษี เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ที่ถูกต้องและครบถ้วน