ถ้าคุณเคยใช้สิทธิ RMF หรือ SSF จนเต็มวงเงินแล้วและยังอยากลดหย่อนภาษีได้อีก หรือต้องการลงทุนในธุรกิจที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมไทย Thai ESG คือกองทุนที่น่าสนใจมากในปัจจุบัน เพราะมีวงเงินลดหย่อนภาษีแยกต่างหากจากกองทุนเกษียณอื่น ๆ และมีระยะเวลาถือครองสั้นกว่า SSF
บทความนี้จะอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับ Thai ESG ตั้งแต่ความหมาย เงื่อนไขภาษี วิธีเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น ไปจนถึงวิธีเลือกกองทุนที่เหมาะกับตัวเอง
- Thai ESG คืออะไร
- Thai ESG ลงทุนในอะไรบ้าง
- Thai ESG ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่
- เงื่อนไขการถือครอง Thai ESG
- Thai ESG ต่างจาก SSF และ RMF อย่างไร
- Thai ESG เหมาะกับใคร
- ข้อดีของ Thai ESG
- ข้อควรระวังก่อนซื้อ Thai ESG
- วิธีเลือกกองทุน Thai ESG ให้เหมาะกับตัวเอง
- วิธีคำนวณวงเงินซื้อ Thai ESG เบื้องต้น
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Thai ESG
Thai ESG คืออะไร
ความหมายของ Thai ESG
Thai ESG หรือชื่อเต็มว่า Thailand ESG Fund คือกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนที่ลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศไทยตามหลักการ ESG ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล พร้อมกันนั้นยังให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ผู้ลงทุนตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด รายละเอียดหลักเกณฑ์ภาษีของ Thai ESG อ่านได้ที่ กรมสรรพากร – เงื่อนไขภาษี Thai ESG
ทำไม Thai ESG จึงถูกจัดเป็นกองทุนลดหย่อนภาษี
กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนใน Thai ESG ที่มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขไปใช้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ในปีภาษีที่ซื้อ ซึ่งเป็นสิทธิ์เพิ่มเติมจากกองทุนเกษียณอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว ทำให้ Thai ESG เป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่นักลงทุนให้ความสนใจมาก
Thai ESG ต่างจากกองทุนทั่วไปอย่างไร
กองทุนทั่วไปลงทุนเพื่อผลตอบแทนเป็นหลักโดยไม่มีเงื่อนไขภาษีผูกพัน ส่วน Thai ESG มีสามสิ่งที่แตกต่างชัดเจนคือ เน้นลงทุนเฉพาะสินทรัพย์ไทยที่ผ่านเกณฑ์ ESG ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไข และมีข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาถือครองขั้นต่ำ
Thai ESG ลงทุนในอะไรบ้าง
หุ้นไทยที่ให้ความสำคัญกับ ESG
กองทุน Thai ESG สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล บริษัทเหล่านี้มักมีนโยบายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ทั้งการลดการปล่อยคาร์บอน การดูแลพนักงาน และการมีระบบการกำกับดูแลที่โปร่งใส
หุ้นในกลุ่ม SET ESG Ratings
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีระบบประเมิน SET ESG Ratings ที่จัดระดับบริษัทจดทะเบียนตามมาตรฐาน ESG ซึ่งผู้จัดการกองทุน Thai ESG มักใช้เป็นเกณฑ์หลักในการคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าพอร์ต รายชื่อกองทุน Thai ESG ที่ได้รับการรับรองดูได้ที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ – รายชื่อกองทุน Thai ESG
ตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน
กองทุน Thai ESG ยังสามารถลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เช่น:
- Green Bond – ตราสารหนี้ที่ระดมทุนเพื่อโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานหมุนเวียน ระบบขนส่งสะอาด
- Social Bond – ตราสารหนี้เพื่อโครงการพัฒนาสังคม เช่น ที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้ โครงการสุขภาพ
- Sustainability Bond – ตราสารหนี้ที่รวมวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้าด้วยกัน
ความหมายของ ESG ในการลงทุน
ESG ย่อมาจากสามมิติหลักที่ใช้ประเมินความยั่งยืนของธุรกิจ ได้แก่ E – Environmental คือการดูแลสิ่งแวดล้อม S – Social คือความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสีย และ G – Governance คือบรรษัทภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารจัดการ การลงทุนตาม ESG เชื่อว่าบริษัทที่มีคะแนน ESG สูงมักมีความเสี่ยงต่ำกว่าและเติบโตได้ยั่งยืนในระยะยาว
Thai ESG ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่
วงเงินลดหย่อนสูงสุดของ Thai ESG
ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินทั้งปี และสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท ตัวอย่างเช่น ถ้ารายได้ทั้งปีคือ 800,000 บาท 30% คือ 240,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าเพดาน 300,000 บาท ดังนั้นลดหย่อนได้สูงสุด 240,000 บาท แต่ถ้ารายได้ทั้งปีเกิน 1 ล้านบาท เพดาน 300,000 บาทจะเป็นตัวจำกัด
ไม่มีเงินลงทุนขั้นต่ำ
ผู้ลงทุนสามารถลงทุนตามกำลังเงินและเป้าหมายภาษีของตนเองได้โดยไม่มีขั้นต่ำกำหนดจากมุมมองภาษี แต่กองทุนแต่ละกองอาจมีเงินลงทุนขั้นต่ำตามนโยบายของบริษัทจัดการกองทุน ควรตรวจสอบกับกองทุนที่สนใจโดยตรง
ซื้อปีไหนใช้สิทธิ์ลดหย่อนปีนั้น
เงินลงทุนใน Thai ESG ในปีภาษีไหนสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีในปีภาษีนั้นได้ทันที ไม่ต้องรอหรือสะสมข้ามปี ทำให้วางแผนภาษีได้ง่ายและเห็นผลชัดเจนในปีที่ซื้อ
วงเงิน Thai ESG แยกจากกองทุนเกษียณ
นี่คือจุดที่ทำให้ Thai ESG น่าสนใจมาก เพราะวงเงินลดหย่อน 300,000 บาทของ Thai ESG ไม่ถูกนับรวมกับวงเงินของ SSF, RMF, PVD, กบข., กอช. และประกันชีวิตแบบบำนาญ ทำให้ผู้ที่ใช้สิทธิ์กองทุนเกษียณเต็มแล้วยังสามารถลดหย่อนภาษีได้เพิ่มอีก
เงื่อนไขการถือครอง Thai ESG
ต้องถือครอง 5 ปีเต็ม
ผู้ลงทุนต้องถือหน่วยลงทุน Thai ESG ไว้อย่างน้อย 5 ปีนับจากวันที่ซื้อ เพื่อรักษาสิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่ใช้ไปในปีที่ซื้อ
ไม่ได้นับแบบปีปฏิทิน
ระวัง: ระยะเวลา 5 ปีนับแบบวันชนวัน ไม่ใช่ปีปฏิทิน ตัวอย่างเช่น ซื้อวันที่ 15 ธันวาคม 2567 ต้องถือครองจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2572 ถึงจะครบเงื่อนไข ไม่ใช่แค่ข้ามปีหรือสิ้นปี 2572
ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี
ต่างจาก RMF ที่มีเงื่อนไขซื้อต่อเนื่อง Thai ESG ให้ผู้ลงทุนเลือกซื้อเฉพาะปีที่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ ถ้าปีไหนไม่อยากซื้อก็ไม่ต้องซื้อ โดยไม่เสียสิทธิ์ของปีอื่น
ขายก่อนครบเงื่อนไขมีผลอย่างไร
ถ้าขายหน่วยลงทุนก่อนครบ 5 ปีวันชนวัน อาจต้องคืนสิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่เคยใช้ไปทั้งหมดและอาจต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับตามกฎหมาย ดังนั้นก่อนลงทุนต้องมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า
Thai ESG ต่างจาก SSF และ RMF อย่างไร
| ประเด็น | Thai ESG | SSF | RMF |
|---|---|---|---|
| วงเงินลดหย่อนสูงสุด | 300,000 บาท | 200,000 บาท (รวมวงเงินกลุ่มเกษียณ) | 500,000 บาท (รวมวงเงินกลุ่มเกษียณ) |
| ระยะเวลาถือครอง | 5 ปี (วันชนวัน) | 10 ปี (วันชนวัน) | ถึงอายุ 55 ปี และถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี |
| ซื้อต่อเนื่องทุกปี | ไม่บังคับ | ไม่บังคับ | บังคับซื้อทุกปีหรือปีเว้นปี |
| สินทรัพย์ที่ลงทุน | หุ้นและตราสารหนี้ไทยด้าน ESG เท่านั้น | หลากหลาย รวมต่างประเทศ | หลากหลาย รวมต่างประเทศ |
| วงเงินนับรวมกลุ่มเกษียณ | ไม่นับรวม (แยกต่างหาก) | นับรวม | นับรวม |
ความเหมือนของ Thai ESG, SSF และ RMF
ทั้งสามประเภทล้วนเป็นกองทุนรวมที่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ มีเงื่อนไขการถือครองขั้นต่ำ และถ้าขายก่อนกำหนดจะมีผลต่อสิทธิ์ภาษีที่เคยใช้ไป
เปรียบเทียบระยะเวลาถือครอง
Thai ESG ถือสั้นที่สุดในสามประเภทที่ 5 ปีวันชนวัน SSF ต้องถือ 10 ปีวันชนวัน ส่วน RMF ต้องถือจนอายุ 55 ปีและไม่น้อยกว่า 5 ปี ทำให้ Thai ESG มีความยืดหยุ่นสูงกว่าในเรื่องระยะเวลา
เปรียบเทียบสินทรัพย์ที่ลงทุน
Thai ESG ลงทุนได้เฉพาะในสินทรัพย์ไทยที่ผ่านเกณฑ์ ESG ซึ่งมีขอบเขตแคบกว่า SSF และ RMF ที่ลงทุนได้หลากหลาย ทั้งหุ้นต่างประเทศ กองทุนรวม และตราสารหนี้หลายประเภท
เปรียบเทียบเงื่อนไขการซื้อต่อเนื่อง
Thai ESG และ SSF ไม่บังคับซื้อทุกปี ส่วน RMF มีกฎที่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปีหรือปีเว้นปี การไม่ซื้อ RMF ติดกัน 2 ปีอาจทำให้เสียสิทธิ์ทั้งหมด ดังนั้น Thai ESG จึงให้ความยืดหยุ่นสูงกว่า RMF ในด้านนี้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Finnomena – Thai ESG คืออะไรและเงื่อนไขสำคัญ
Thai ESG เหมาะกับใคร
ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม
เหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่ใช้สิทธิ์จากกองทุนกลุ่มเกษียณหรือประกันชีวิตไปแล้วและยังต้องการลดหย่อนเพิ่ม Thai ESG ให้วงเงินแยกต่างหาก 300,000 บาทที่ไม่กระทบสิทธิ์ที่ใช้ไปแล้ว
ผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจไทยด้านความยั่งยืน
เหมาะกับผู้ที่เชื่อว่าบริษัทไทยที่มีคะแนน ESG สูงมีโอกาสเติบโตในระยะยาว และต้องการให้เงินลงทุนของตัวเองสนับสนุนธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
ผู้ที่ไม่ต้องการถือ SSF นาน 10 ปี
สำหรับผู้ที่อยากได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีแต่รู้สึกว่าการล็อกเงินไว้ 10 ปีกับ SSF นานเกินไป Thai ESG ที่ถือเพียง 5 ปีให้ความยืดหยุ่นมากกว่า
ผู้ที่ยังไม่อยากลงทุน RMF
สำหรับคนที่ยังอายุน้อยและรู้สึกว่าการผูกเงื่อนไขถือครองจนอายุ 55 ปีของ RMF เป็นภาระมากเกินไป Thai ESG ให้ทางเลือกที่มีเงื่อนไขชัดเจนกว่า
ผู้ที่มีฐานภาษีสูง
ยิ่งฐานภาษีสูงเท่าไหร่ ประโยชน์จากการลดหย่อนผ่าน Thai ESG ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ผู้ที่อยู่ในฐานภาษี 30–35% จะได้ประโยชน์จากวงเงิน 300,000 บาทมากกว่าผู้ที่เสียภาษีในอัตราต่ำกว่า
ข้อดีของ Thai ESG
ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม
Thai ESG เปิดให้ผู้ลงทุนมีช่องทางลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมที่ไม่กระทบวงเงินกลุ่มเกษียณ ทำให้สามารถวางแผนภาษีได้ครอบคลุมกว่าเดิม
ถือครองสั้นกว่า SSF
ระยะเวลา 5 ปีเต็มสั้นกว่า SSF ถึงสองเท่า ทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการใช้เงินในอนาคตมากกว่า
ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี
ซื้อเฉพาะปีที่ต้องการใช้สิทธิ์ได้โดยไม่เสียสิทธิ์ปีอื่น ทำให้วางแผนการเงินได้ยืดหยุ่นกว่า RMF อย่างมาก
สนับสนุนการลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย
เงินลงทุนถูกนำไปสนับสนุนธุรกิจไทยที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโลกในปัจจุบัน
แยกวงเงินจากกลุ่มกองทุนเกษียณ
ผู้ที่ใช้ RMF, SSF, PVD, กบข., กอช. และประกันบำนาญจนเต็มเพดานแล้ว ยังสามารถใช้ Thai ESG ลดหย่อนได้อีก 300,000 บาท เปรียบเสมือน “วงเงินพิเศษ” ที่มอบให้เฉพาะสำหรับกองทุนประเภทนี้
ข้อควรระวังก่อนซื้อ Thai ESG
กองทุนรวมไม่ใช่เงินฝาก
สำคัญมาก: เงินลงทุนใน Thai ESG มีความเสี่ยงและมูลค่าอาจปรับขึ้นหรือลงได้ตามภาวะตลาด ไม่ได้รับประกันเงินต้นหรือผลตอบแทน
มีความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดไทย
เนื่องจาก Thai ESG เน้นลงทุนเฉพาะสินทรัพย์ไทย ผู้ลงทุนจึงมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในประเทศ ถ้าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง กองทุน Thai ESG ก็อาจได้รับผลกระทบโดยตรง
ต้องถือให้ครบตามเงื่อนไขภาษี
ถ้าจำเป็นต้องขายหน่วยลงทุนก่อนครบ 5 ปีวันชนวัน อาจต้องคืนสิทธิ์ลดหย่อนภาษีทั้งหมดที่เคยใช้ และอาจมีภาษีและเบี้ยปรับตามมา ดังนั้นควรลงทุนด้วยเงินที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ผลตอบแทนไม่การันตี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนไม่สามารถรับประกันผลตอบแทนในอนาคต ควรดูผลการดำเนินงานย้อนหลังเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่ควรตัดสินใจจากตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียว
ควรอ่านหนังสือชี้ชวนก่อนลงทุน
หนังสือชี้ชวนระบุข้อมูลสำคัญครบถ้วน ทั้งนโยบายลงทุน ความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขภาษี การอ่านก่อนลงทุนช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าใจผิดหรือผิดเงื่อนไขโดยไม่ตั้งใจ
วิธีเลือกกองทุน Thai ESG ให้เหมาะกับตัวเอง
ดูนโยบายการลงทุน
กองทุน Thai ESG แต่ละกองมีนโยบายต่างกัน บางกองเน้นหุ้นล้วน บางกองผสมตราสารหนี้เพื่อลดความเสี่ยง และบางกองอาจมีสัดส่วน ESG Bond สูง ดูให้ตรงกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รายละเอียดกองทุน Thai ESG ของแต่ละบริษัทจัดการอ่านได้ที่ KAsset – กองทุน Thai ESG
ดูระดับความเสี่ยงของกองทุน
กองทุนที่เน้นหุ้นจะมีความผันผวนสูงกว่ากองทุนผสมหรือกองทุนตราสารหนี้ เลือกให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่รับได้จริงและระยะเวลา 5 ปีที่จะต้องถือ
ดูค่าธรรมเนียมกองทุน
ค่าธรรมเนียมบริหาร ค่าธรรมเนียมซื้อ และค่าธรรมเนียมขายมีผลต่อผลตอบแทนสุทธิในระยะยาว กองทุนที่ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าจะให้ผลตอบแทนสุทธิสูงกว่าในระดับผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมเท่ากัน
ดูผลการดำเนินงานและแนวทางบริหาร
ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่ควรดูผลตอบแทนย้อนหลังเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาความสม่ำเสมอของผลตอบแทน ความผันผวน และกลยุทธ์การลงทุนของผู้จัดการกองทุนด้วย
เลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมายภาษี
คำนวณก่อนว่าต้องการลดหย่อนเท่าไหร่ และลงทุนเพียงนั้น ไม่ควรลงทุนเกินกว่าที่ใช้ประโยชน์ภาษีได้จริง เพราะส่วนเกินไม่ได้ลดหย่อนเพิ่มและยังต้องล็อกเงินไว้ 5 ปีโดยไม่ได้ประโยชน์เพิ่มเติม
วิธีคำนวณวงเงินซื้อ Thai ESG เบื้องต้น
คำนวณจากรายได้ทั้งปี
สูตรเบื้องต้นคือนำรายได้พึงประเมินทั้งปีมาคูณด้วย 30% เพื่อหาวงเงินสูงสุดที่ใช้สิทธิ์ได้ ตัวอย่างเช่น:
- รายได้ทั้งปี 600,000 บาท → ลดหย่อนได้สูงสุด 180,000 บาท (30% × 600,000)
- รายได้ทั้งปี 800,000 บาท → ลดหย่อนได้สูงสุด 240,000 บาท (30% × 800,000)
- รายได้ทั้งปี 1,200,000 บาท → ลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท (ถูกจำกัดที่เพดาน 300,000 บาท)
ตรวจเพดานสูงสุด 300,000 บาท
แม้ 30% ของรายได้จะได้มากกว่า 300,000 บาท ก็ใช้สิทธิ์ได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีภาษี
ดูสิทธิ์ลดหย่อนอื่นร่วมด้วย
ควรประเมินค่าลดหย่อนทั้งหมดของปีนั้นก่อน ทั้งค่าลดหย่อนส่วนตัว ครอบครัว ประกัน กองทุน และเงินบริจาค เพื่อให้เห็นว่าการเพิ่ม Thai ESG เข้าไปจะช่วยลดภาษีที่ต้องจ่ายจริงได้มากแค่ไหน
ซื้อเท่าที่เหมาะกับสภาพคล่อง
ไม่ควรซื้อเพียงเพราะต้องการประหยัดภาษีถ้าเงินลงทุนนั้นกระทบเงินสำรองฉุกเฉินหรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ควรลงทุนด้วยเงินส่วนเกินที่มั่นใจว่าไม่ต้องการในช่วง 5 ปีข้างหน้าเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Thai ESG
Thai ESG คืออะไร
Thai ESG หรือ Thailand ESG Fund คือกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนที่ลงทุนในสินทรัพย์ไทยที่ผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล พร้อมให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีแก่ผู้ลงทุนตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
Thai ESG ลดหย่อนได้เท่าไหร่
ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้พึงประเมินทั้งปี และสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยวงเงินนี้แยกจากวงเงินของ SSF, RMF และกองทุนเกษียณอื่น ๆ
Thai ESG ต้องถือกี่ปี
ต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันที่ซื้อแบบวันชนวัน ไม่ใช่ปีปฏิทิน การขายก่อนครบกำหนดอาจต้องคืนสิทธิ์ลดหย่อนภาษีทั้งหมดที่เคยใช้ไป
Thai ESG ต้องซื้อทุกปีไหม
ไม่ต้องซื้อทุกปี สามารถเลือกซื้อเฉพาะปีที่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่มีเงื่อนไขบังคับให้ซื้อต่อเนื่องเหมือน RMF
Thai ESG ต่างจาก RMF อย่างไร
Thai ESG ถือ 5 ปีวันชนวัน ไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง และเน้นสินทรัพย์ไทยด้าน ESG ส่วน RMF ถือถึงอายุ 55 ปีพร้อมเงื่อนไขซื้อต่อเนื่อง และลงทุนได้หลากหลายกว่า
Thai ESG เหมาะกับมือใหม่ไหม
เหมาะได้ถ้าเข้าใจเงื่อนไขภาษีและระยะเวลาถือครองชัดเจน เลือกกองทุนให้ตรงกับระดับความเสี่ยงที่รับได้ และมีเงินที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนก่อน
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ตออกจากหุ้นและกองทุน ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตและมักเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดหุ้นในช่วงที่ไม่แน่นอน SBK Gold คือแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์แบบเรียลไทม์ที่ให้คุณเริ่มสะสมทองได้ตั้งแต่หน่วยย่อย เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างสินทรัพย์ที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีและสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าในระยะยาว
